วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อัพโหลดรูปกับเน็ตความเร็วเท่าทากขาหัก

       เมื่อคืนนี้ผมกะว่าจะโพสรีวิววัดที่ผมไปเที่ยวมาโดยที่ใช้ไฟล์รูปขนาดมโหฬารดดยที่หวังว่าจะได้คุณภาพรูปแบบคับแก้วกันเลย ปรากฎว่าผมนั่งอัพแช้ทิ้งไว้ยันเช้าก็ยังไม่เสร็จ เลยต้องพักไว้ก่อนมานั่งปั่นบทความท่องเที่ยวที่ค้างไว้ มิฉะนั้นจะไม่มีเบี้ยไว้ประทังชีพแน่ๆ จนกระทั่งตอนนี้ ตี1กว่าๆ ผมก็ยังไม่ได้ปิดเครื่อง นี่ละหนอ Freelance ห้ามป่วย ห้ามตาย อีกหน่อยคงห้ามกินห้ามนอนด้วยละมั้ง
        ไว้เดี๋ยวผมไปมหาลัยเมื่อไร จะอาศัยเน็ตของมหาลัยอัพรูปเอาก็แล้วกัน เน็ตมือถือสงสัยจะหวังพึ่งไม่ได้ ลาก่อยยยยยย

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เขาลอยกระทง เราลอยคอ(เก็บเหรียญ)

25 พย 58      
              วันนี้วันลอยกระทงผมเข้ามาในกรุงเทพเพื่อเก็บภาพนำไปเขียนบทความเลี้ยงชีพ แล้วก็ถ่ายรูปขายสต๊อกไปด้วย กะว่าจะเข้าไปแถวในพระนคร ไม่รู้รถจะติดมากน้อยแค่ใหนกัน แต่มันคงไม่มีผลกับคนที่ใช้จักรยานหรอก จากรามคำแหงถึงสนามหลวงภายใน45นาทีในเวลาเร่งด่วน เผลอๆจะเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์ซะอีกนะ
              จริงๆแล้วแม่ผมก็เกริ่นๆเหมือนอยากให้ผมอยู่ลอยกระทงด้วย ในใจเราก็อยากลอยด้วยนะ แต่ช่วงเทศกาลเป็นช่วงที่ผมต้องทำงานนะสิ ไม่ว่าเทศกาลอะไร ผมก็ไม่ได้ร่วมกับชาวบ้านเค้าซักที มันทำให้นึกถึงสมัยตัวเองยังเด็ก ที่อยากจะเที่ยวงานเทศกาลก็ไม่ค่อยได้เที่ยวกับเขา จะวันเด็ก วันเกิด วันอะไรก็ตามแต่ โรงเรียนหยุดก็ได้แต่นั่งถอนหญ้าอยู่ในสวนช่วยตา แม่ก็ทำงานอีกจังหวัด ผมเลยอยู่กับตายาย เค้าก็ไม่ค่อยอยากให้ไปไหน เพราะช่วงนั้นยาเสพติดระบาด ไกล้ๆบ้านผมโดนกันไปหลายรายแล้ว(ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้จริงๆด้วย-_-)ผมก็ไม่รู้รอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้ยังไงแต่พอโตขึ้นผมก็รู้สึกชินนะ จนกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบสังสรรค์ไปโดยปริยายเลย เฉยขนาดวันเกิดตัวเองผ่านไป บางทียังไม่รู้ตัวเลย จนเพื่อนทักนั่นแหละถึงรู้ตัว
                แต่ก็ยังมีช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นช่วงก่อนที่ผมจะย้ายมาอาศัยกับตายาย ตอนนั้นผมมีเพื่อนที่บ้านเยอะแยะ เล่นด้วยกันทุกวันไม่มีเหงา บางครั้งก็ผลัดกันไปนอนบ้านของอีกฝั่ง แต่ละคนเองก็จะมีจักรยานกันคนละคัน โดยมีผมเป็นหัวโจกชอบพาเพื่อนขี่เล่นไกลๆ โดยวีรกรรมเด็ดของผมคือขี่จักรยานพุ่งลงน้ำทะเล ซึ่งมีไม่กี่คนหรอกที่กล้าทำ เพราะเหล็กพอเจอกับน้ำทะเลก็จะเกิดสนิมอย่างรวดเร็ว ขามาผมขี่มา ขากลับแม้แต่เข็นยังเข็นไม่ได้เลย ต้องแบกกลับไปให้พ่อหยอดน้ำมันให้ พอช่วงเทศกาลอย่างลอยกระทงผู้ใหญ่เขาก็จัดงานกัน เราก็ไปงานด้วย แต่ไม่ได้ไปลอยกระทงหรอก ไปลอยคอคอยเก็บเหรียญที่เขาหยอดไว้ในกระทง ได้มา20-30บาทก็ดีใจแล้ว นั่นถือเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกมีความสุขที่สุดของชีวิตแล้วหละ แต่มันก็ผ่านมานานแล้ว
               รอก่อนนะครับแม่ ไว้ผมพร้อมจริงๆผมจะพาแม่เที่ยวทุกที่เลย แต่คืนนี้ผมขอลุยงานให้เต็มที่หน่อยนะครับ เสร็จงานแล้วผมจะกลับไปนะ

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้าวสวย แกไปอยู่ที่ไหน

              ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะเขียนบล๊อกให้ได้อย่างน้อยวันละ1ครั้ง ต่อให้ยุ่งยาก ไอเดียหมด เบื่อ หรือติดธุระขนาดไหนก็ตาม(ถ้ามันไม่จวนตัวแบบว่า เน็ตหมด เงินหมด หรือติดอยู่กลางป่ากลางดอยไม่มีสัญญานนะ) ผมเลยต้องหาเรื่องมาเขียนลงในบล๊อกให้ได้ทุกวัน
             
              วันนี้อยู่ดีๆผมก็เกิดนึกถึงสัตว์เลี้ยงที่ผมรักมากตัวนึง ที่ผมเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ยังตัวเล็กกว่ากำปั้น ต้องบอกว่าตัวผมเองเป็นคนชอบทำอะไรแปลกๆและก็ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านซักเท่าไร เรื่องสัตว์เลี้ยงตัวนี้ก็เหมือนกัน มันเริ่มจาก2ปีก่อนช่วงนั้นผมอาศัยอยู่ย่านรามคำแหง เป็นเพียงนักศึกษาคนนึงที่ใช้ชีวิตอยู่หอพัก กิน เล่น หาประสบการณ์ให้กับชีวิต วันนั้น จำไม่ได้วันอะไร ที่เท่าไหร่ แต่จำได้ว่าเป็นเดือน พ.ค.  ไปเดินเล่นตลาดนัดแห่งหนึ่ง(แถวรามนั่นแหละ) เดินผ่านร้านขายลูกสัตว์ จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้ชอบการซื้อขายสัตว์เท่าไรอะนะ แต่สายตาผมดันเหลือบไปสบกับลูกกระต่ายตัวนึง ผมเลยเดินเข้าไปจดๆจ้องๆอยู่สักพัก เลยแยงๆถามรายละเอียดดู ปรากฎว่าเป็นผู้หญิง ราวๆ2เดือน ผมรู้สึกถูกชะตาเลยหิ้วมาเลยพร้อมกรงเล็กๆมาอันนีง กลับมาปุ๊บผมปล่อยให้วิ่งเล่นในห้องแบบเสรีเลย บางครั้งก็เปิดให้วิ่งเล่นในโถงบ้างแต่ต้องอยู่ในสายตา เพราะหมาแมวเยอะ

               เจ้ากระต่ายตัวนี้ ผมไม่รู้จะตั้งชื่อว่ายังไง เลยขอความเห็นเพื่อนๆใน fb ให้ช่วยตั้งให้ มีตั้งแต่ จูดี้ ลินซี่ เบบี้ บลาๆๆ แต่มีน้องคนนึงตั้งให้ว่า "ข้าวสวย" ผมเห็นแล้วเลือกชื่อนี้ทันทีเลย รู้สึกว่าชื่อเพราะแล้วก็ดูน่ารักมาก

                ผมใช้เวลาอยู่กับข้าวสวย ปล่อยให้วิ่งอย่างอิสระในห้อง ผลคือ สายไฟเอย ขอบไม้ ขอบเฟอนิเจอร์ ตู้ เตียง ผ้าห่ม รวมทั้งหูฟังสุดโปรดของผมกลายเป็นของแทะยามว่างไปไม่รู้กี่ชิ้น แต่ผมก็ไม่ยอมขังทั้งๆที่หลายคนบอกให้ขังกรงไว้ หรือให้อยู่ที่ระเบียง ผมเคยทำตามนะแต่อยู่ได้ไม่ถึงคืนก็ปล่อย ก็สงสารอะ รักเหมือนลูก ยังดีที่ไม่ถ่ายเรี่ยราด เค้าจะถ่ายที่ริมระเบียงตลอด ทำให้เก็บง่ายดี

                ผมอยู่กับเจ้าข้าวสวยจนถึงคราวที่ผมหันเหชีวิต กลับไปอยู่บ้าน ก็เอาเจ้าข้าวสวยมาด้วย สร้างที่สร้างทาง ล้อมคอกกว้างซะยิ่งกว่าคอกวัวคอกควายซะอีก บางครั้งก็เอาเข้ามานอนกอดเล่นด้วย แต่วันหนึ่งผมตื่นเช้ามารดน้ำต้นไม้ เหลือบไปหาเจ้าข้าวสวย ปรากฎว่าหายไปแล้ว เดินหายังไงก็ไม่เจอ ปรากฎว่าเจ้าข้าวสวยไปขลุกไปเล่นอยู่กับไก่ข้างบ้าน -_- ตั้งแต่นั้นผมก็ให้มันเป็นอิสระ เพราะไม่อยากให้เหงา จนข้างบ้านเหมือนเป็นบ้านมันอีกหลังนึง
                 จนราวๆเดือนที่แล้ว ปรากฎว่าข้าวสวยหาย แบบหายไปเลย หาที่ไหนก็ไม่เจอ ในใจก็คิดว่ามันถูกหมากัดรึเปล่า หรือรถชน หรือว่ามีคนอุ้มมันไปเลี้ยง ก็ภาวนาให้อย่าเป็นอะไร ถ้าคนเอาไปเลี้ยงก็ขอให้เจอคนดีๆ บางทีมันอาจมีความสุขกว่าอยู่กับผมก็ได้

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ยังอยู่นะ ไม่ได้ไปไหน

23/11/58 นับจากที่เขียนไปครั้งแรก ต่อไปขอเรียกตัวเองว่า"ผม" ก็แล้วกันนะ มันชินกับคำนี้ซะแล้ว ที่ผมหายไปไม่ได้ไปไหนหรอก แต่ผมพบสิ่งที่รักและสนุกเวลาทำอีกอย่างนึงคือ การถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้เข้าขั้นบ้าไปแล้วละครับ แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปเดิมคือ อิสระ และเสรีแบบจริงๆ ผมจึงตั้งใจว่าจะไม่รับงานถ่ายรูป ถ้าจะถ่ายก็คงถ่ายรับปริญญาให้เพื่อนแบบฟรีๆ ถือเป็นของขวัญวันรับปริญญาไปด้วยเลย ทำไมผมถึงไม่อยากรับงานนะเหรอ คงเพราะผมไม่ชอบให้คนอื่นมาตั้งเป้าให้เราทำนุ้นนี่ละมั้งครับ

จริงๆมันสืบเนื่องมาจากตอนทำบุญกับครอบครัว คนในครอบครัวเห็นว่าผมถ่ายรูปเป็นก็เลยตั้งให้ผมเป็นคนถ่ายรูปบรรยากาศ ผมก็ถ่ายนะ แต่เมื่อหลายคนมันก็หลายความ เดี๋ยวก็ต้องถ่ายญาติฝั่งนู้น เดี๋ยวก็ถ่ายญาติฝั่งนี้ อีกอย่างคือผมคิดมุมแปลกๆ หรือถ่ายแนวที่ชอบไม่ได้เลย ทางครอบครัวต้องการมุมแบบมหาชน ผมจะไปยืนตรงที่แปลกแยกไม่ได้เลย ต้องไปยืนรวมกับตากล้องคนอื่นๆ (ทั้งกล้องทั้งมือถือ)ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะว่า การที่กล่อง5-6ตัวถ่ายอยู่มุมเดียวกันหมดแล้วมันจะได้อะไร ก็คงได้ภาพมุมเดียวกัันหมด มันทำให้ผมรู้สึกขยาดการถ่ายคนไปพักนึงเลย ต้องไปถ่ายดอกไม้ถ่ายแมลงให้หายเซ็ง

บางทีมันคงเป็นความผิดผมด้วยที่เป็นคนขวางโลก จริงๆตอนเด็กๆผมก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอกนะ ผมออกจะหัวอ่อน เวลาโดนบ่นหรืออะไรก็ตามแต่ ก็มีแต่ ครับๆๆๆ ไม่หือ ไม่อือ ไม่แสดงความรู้สึก พอโตมันกลับกลายเป็นอีกคน คิดยังไงก็พูด(ในระดับที่ไม่เป็นภัย)นึกอะไรก็ทำ ผมเคยเปรยกับเพื่อนว่าจะย้ายคณะ วันต่อมาผมย้ายทันที ทั้งๆที่ผมไปได้ครึ่งทางแล้ว เพราะผมคิดว่าถ้าใจเราไม่เอาแล้ว ฝืนไปมันจะยิ่งเสียเวลามากกว่าที่จะเริ่มต้นใหม่ อีกอย่างผมมองว่าปริญญามีไว้เพื่อสมัครงานกับเอาไว้แปะข้างฝา แล้วผมก็ไม่ได้คิดจะไปสมัครงานที่ไหนอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดที่ครอบครัวตั้งความหวังไว้ ผมคงลุยงานเต็มตัว และยิ่งเรื่องไหนที่เราคิดว่าไม่ผิดเราจะไม่ยอมเลย ผมเคยกวนเท้าตำรวจเหตุเพราะเขาดึงกุญแจรถผมออกเท่านั้นเอง ซึ่งผมก็พอเข้าใจว่าเขากลัวผมหนี แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดผมไม่ได้คิดหนีอยู่แล้ว พอเจอการกระทำแบบนี้ ผมเลยใส่ด้วยวาจาทันทีเลยครับ ถ้าไม่มีคนรู้จักเขาเป็นตำรวจบ้านมาห้าม ผมว่าถ้าไม่โดนปืนตบก็คงโดนข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานแน่ๆ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

บ่นมาน่าจะพอแล้ว นะ ขอระบายหน่อยอย่าว่ากันเลย มาเรื่องงานต่อดีกว่า อย่างที่ผมบอกคือผมชอบถ่ายรูป ผมชอบเขียน ผมชอบอิสระ และผมก็ทำในสิ่งที่ผมชอบ มันคงน่าเสียดาย ถ้าเราเอาเวลากว่าครึ่งชีวิตไปกับการ"ทน" ทำงาน มันคงจะดีมากๆ ถ้าเราทำในสิ่งที่มีความสุข และสามารถใช้มันเลี้ยงชีพได้ ผมเลยคิดว่าเมื่อเราชอบถ่ายรูป ชอบเขียน ชอบเที่ยวด้วย ผมชอบเที่ยวคนเดียวด้วยพาหนะ2ล้อ ชอบตากแดด ชอบตากลม ชอบดำกร้าน ชอบไว้หนวดเครา มันจึงเป็นที่มาของการเขียนบทความท่องเที่ยวของผม ซึ่งผมก็เริ่มได้ไม่นานเท่าไรนัก ยังคลำทางอยู่ แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันใช่สำหรับผม และระหว่างที่ผมใช้สองล้อเดินทางเก็บข้อมูลถ่ายภาพท่องเที่ยวไปด้วย ผมก็มีลำไพ่พิเศษด้วยการถ่ายภาพสต๊อกขาย ถือเป็นการฝึกเรื่องถ่ายภาพไปด้วย เขารับบ้างปฎิเสธบ้าง แต่การปฎิเสธเขาก็ให้เหตุผลมาด้วย อันนี้หละที่ผมเอาไว้มองจุดด้อยของตัวเอง พิมพ์มาเยอะแล้ว ไว้ค่อยต่อก็แล้วกันนะครับ ในหัวข้ออื่นๆ ราตรีสวัสดิ์ 0.34น.

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ยินดีที่ได้รู้จักนะ นายก้านยาว :)

ก่อนอื่นนายก้านยาวอยากจะเอ่ยถึงจุดประสงค์ในการเขียนบล็อกนี้ขึ้นมาก่อนเลยคือ "ต้องการฝึกฝนทักษะด้านการเขียนเพื่อใช้ทำมาหากินได้" ถึงไม่มีใครอ่าน นายก้านยาวก็จะยังเขียนต่อไป
   ขณะนี้เวลา 2.37น. ของวันที่8/8/58 (เลขโปรดของนายก้านยาวเลยนะเลข8 อะไรจะบังเอิญขนาดนี้)เป็นเวลาที่ชาวบ้านชาวช่อง รวมทั้งนายก้านยาวเองน่าจะเอนตัวบนเตียงนุ่มๆพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการสู้ชีวิตมาทั้งวันแล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งวันก็วิ่งหางานมาเลี้ยงปากท้อง ก็สมัครไว้สองสามที่ตามวุฒิอันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่นายก้านยาวก็เผื่อใจเอาไว้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นายก้านยาวมีความคิดอยากก้าวเข้ามาสู่สายงานด้านการเขียน ทำไมนะเหรอ? ก็นายก้านยาวคนนี้แกเป็นคนไม่ชอบสายงานที่ต้องเข้าออกตามเวลา พูดง่ายๆเลยคือแกไม่ค่อยชอบอยู่ในกรอบ(ในร่องในรอยด้วย) แกเป็นอย่างงี้ตั้งแต่เด็กแล้วแหละ ชอบเหม่อออกนอกหน้าต่างตอนนั่งในห้องเรียน มองไปที่ต้นไม้ที่อยู่ลิบๆ มันช่างสวยงามไม่เห็นเหมือนกับในห้องเรียนเลย ทำไมมันน่าเบื่ออย่างนี้  เหม่อทุกคาบทุกวิชา แล้วก็ได้รับแจกขนมจีบจนอิ่มทุกคาบ
ภาพในจินตนาการมันงดงามเหมือนในภาพนี้เลย


             นิสัยในตอนเด็กของนายก้านยาวเลยตกทอดมาจนถึงตอนโต  เด่นๆเลยคือ รักอิสระ ไม่ยึดติดในกฎ แต่มันก่อให้เกิดข้อเสียอย่างใหญ่หลวง คือเป็นคนไร้ระเบียบ ซึ่งมันก่อผลกระทบใหญ่หลวงกับชีวิต .....อย่างไรนะรึ เดี๋ยวนายก้านยาวจะกล่าวในบทความต่อไป ถ้าให้ร่ายยาวสงสัยคืนนี้นายก้านยาวคงจะไม่ได้นอนเป็นแน่

              บล๊อกนี้ตั้งใจที่จะฝึกฝีมือการเขียนไปด้วย แล้วก็ให้นายก้านยาวแกได้ระบายไปด้วย เดี๋ยวแกจะอัดอั้นอกแตกตายซะก่อน แกเครียดมาเยอะ เจ็บมาเยอะ ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดในชีวิต แล้วก็โดดลงมาเอาหัวโหม่งพึ้น ยิ่งสูงมันก็ยิ่งเจ็บจริงไหมละ Ha Ha Ha.... ไว้ค่อยมาเล่าคราวหลังเกี่ยวกับวีรกรรมของแก ไปก่อกรรมที่ไหนไว้บ้างจะทยอยๆลงให้พร้อมข้อคิด จะได้เป็นอุทาหรณ์ สิ่งใหนดีก็ทำตาม สิ่งใหนแย่ก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง   ไปหละสวัสดี