วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ยังอยู่นะ ไม่ได้ไปไหน

23/11/58 นับจากที่เขียนไปครั้งแรก ต่อไปขอเรียกตัวเองว่า"ผม" ก็แล้วกันนะ มันชินกับคำนี้ซะแล้ว ที่ผมหายไปไม่ได้ไปไหนหรอก แต่ผมพบสิ่งที่รักและสนุกเวลาทำอีกอย่างนึงคือ การถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้เข้าขั้นบ้าไปแล้วละครับ แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปเดิมคือ อิสระ และเสรีแบบจริงๆ ผมจึงตั้งใจว่าจะไม่รับงานถ่ายรูป ถ้าจะถ่ายก็คงถ่ายรับปริญญาให้เพื่อนแบบฟรีๆ ถือเป็นของขวัญวันรับปริญญาไปด้วยเลย ทำไมผมถึงไม่อยากรับงานนะเหรอ คงเพราะผมไม่ชอบให้คนอื่นมาตั้งเป้าให้เราทำนุ้นนี่ละมั้งครับ

จริงๆมันสืบเนื่องมาจากตอนทำบุญกับครอบครัว คนในครอบครัวเห็นว่าผมถ่ายรูปเป็นก็เลยตั้งให้ผมเป็นคนถ่ายรูปบรรยากาศ ผมก็ถ่ายนะ แต่เมื่อหลายคนมันก็หลายความ เดี๋ยวก็ต้องถ่ายญาติฝั่งนู้น เดี๋ยวก็ถ่ายญาติฝั่งนี้ อีกอย่างคือผมคิดมุมแปลกๆ หรือถ่ายแนวที่ชอบไม่ได้เลย ทางครอบครัวต้องการมุมแบบมหาชน ผมจะไปยืนตรงที่แปลกแยกไม่ได้เลย ต้องไปยืนรวมกับตากล้องคนอื่นๆ (ทั้งกล้องทั้งมือถือ)ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะว่า การที่กล่อง5-6ตัวถ่ายอยู่มุมเดียวกันหมดแล้วมันจะได้อะไร ก็คงได้ภาพมุมเดียวกัันหมด มันทำให้ผมรู้สึกขยาดการถ่ายคนไปพักนึงเลย ต้องไปถ่ายดอกไม้ถ่ายแมลงให้หายเซ็ง

บางทีมันคงเป็นความผิดผมด้วยที่เป็นคนขวางโลก จริงๆตอนเด็กๆผมก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอกนะ ผมออกจะหัวอ่อน เวลาโดนบ่นหรืออะไรก็ตามแต่ ก็มีแต่ ครับๆๆๆ ไม่หือ ไม่อือ ไม่แสดงความรู้สึก พอโตมันกลับกลายเป็นอีกคน คิดยังไงก็พูด(ในระดับที่ไม่เป็นภัย)นึกอะไรก็ทำ ผมเคยเปรยกับเพื่อนว่าจะย้ายคณะ วันต่อมาผมย้ายทันที ทั้งๆที่ผมไปได้ครึ่งทางแล้ว เพราะผมคิดว่าถ้าใจเราไม่เอาแล้ว ฝืนไปมันจะยิ่งเสียเวลามากกว่าที่จะเริ่มต้นใหม่ อีกอย่างผมมองว่าปริญญามีไว้เพื่อสมัครงานกับเอาไว้แปะข้างฝา แล้วผมก็ไม่ได้คิดจะไปสมัครงานที่ไหนอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดที่ครอบครัวตั้งความหวังไว้ ผมคงลุยงานเต็มตัว และยิ่งเรื่องไหนที่เราคิดว่าไม่ผิดเราจะไม่ยอมเลย ผมเคยกวนเท้าตำรวจเหตุเพราะเขาดึงกุญแจรถผมออกเท่านั้นเอง ซึ่งผมก็พอเข้าใจว่าเขากลัวผมหนี แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดผมไม่ได้คิดหนีอยู่แล้ว พอเจอการกระทำแบบนี้ ผมเลยใส่ด้วยวาจาทันทีเลยครับ ถ้าไม่มีคนรู้จักเขาเป็นตำรวจบ้านมาห้าม ผมว่าถ้าไม่โดนปืนตบก็คงโดนข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานแน่ๆ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

บ่นมาน่าจะพอแล้ว นะ ขอระบายหน่อยอย่าว่ากันเลย มาเรื่องงานต่อดีกว่า อย่างที่ผมบอกคือผมชอบถ่ายรูป ผมชอบเขียน ผมชอบอิสระ และผมก็ทำในสิ่งที่ผมชอบ มันคงน่าเสียดาย ถ้าเราเอาเวลากว่าครึ่งชีวิตไปกับการ"ทน" ทำงาน มันคงจะดีมากๆ ถ้าเราทำในสิ่งที่มีความสุข และสามารถใช้มันเลี้ยงชีพได้ ผมเลยคิดว่าเมื่อเราชอบถ่ายรูป ชอบเขียน ชอบเที่ยวด้วย ผมชอบเที่ยวคนเดียวด้วยพาหนะ2ล้อ ชอบตากแดด ชอบตากลม ชอบดำกร้าน ชอบไว้หนวดเครา มันจึงเป็นที่มาของการเขียนบทความท่องเที่ยวของผม ซึ่งผมก็เริ่มได้ไม่นานเท่าไรนัก ยังคลำทางอยู่ แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันใช่สำหรับผม และระหว่างที่ผมใช้สองล้อเดินทางเก็บข้อมูลถ่ายภาพท่องเที่ยวไปด้วย ผมก็มีลำไพ่พิเศษด้วยการถ่ายภาพสต๊อกขาย ถือเป็นการฝึกเรื่องถ่ายภาพไปด้วย เขารับบ้างปฎิเสธบ้าง แต่การปฎิเสธเขาก็ให้เหตุผลมาด้วย อันนี้หละที่ผมเอาไว้มองจุดด้อยของตัวเอง พิมพ์มาเยอะแล้ว ไว้ค่อยต่อก็แล้วกันนะครับ ในหัวข้ออื่นๆ ราตรีสวัสดิ์ 0.34น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น